COVID-19/ข่าวโคโรน่าไวรัส

How the Coronavirus Hijacks Your Cells

 

เพื่อสุขอนามัยที่ดีของทุกท่าน แนะนำการป้องกันโรค ด้วยการล้างมือทุกครั้ง ตามคำแนะนำของโรงพยาบาลฯ

 

การแพร่กระจายของโรคติดเชื้อ COVID-19

ที่มาจากเว็บไซต์ https://tmc.or.th/covid19/covid19_for_people.php

บทความดีๆ จากข้อมูล fb: Nattavudh Powdthawee

 

Professor of Behavioural Science 
Warwick Business School

Apr 10, 2020


วันนี้ขอมาอัพเดตในเรื่องของเปเปอร์ของผมและแอนดรูว์ ซึ่งเรามีข้อเสนอดังต่อไปนี้

1. เราทั้งสองเห็นด้วยกับนโยบาย lockdown หรือนโยบายการกักตัวของรัฐบาลอังกฤษและในอีกหลายๆประเทศในขณะนี้ ซึ่งเป็นนโยบายที่มาจากผลงานวิจัยจากระบาดวิทยา (epidemiology) ซึ่งจุดประสงค์ของมันก็คือการหยุดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคให้มากที่สุด การทำให้อัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิด-19 นั้นลดลงให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

2. แต่ในขณะเดียวกัน ผลกระทบที่ตามมาจากนโยบาย lockdown นี้ก็คือความเสียหายที่ใหญ่หลวงมากต่อเศรษฐกิจ ในขณะนี้มีคนตกงานเพราะโควิดหลายล้านคนทั่วโลก มีหลายที่ที่จำเป็นต้องปิดกิจการไปเพราะนโยบาย lockdown และอีกไม่นานนัก ถ้าเรายังถูกกักตัวไปเรื่อยๆเป็นเดือนๆล่ะก็ โลกเราจะมีคนตายเพราะความยากจน เพราะเขาไม่มีงานทำเป็นแสนๆ — อาจจะสูงถึงล้านคน — ทั่วโลก

3. และตราบใดที่เรายังไม่มีวัคซีน และยังไม่มี antibody test ที่ดีพอ ที่ large-scale พอ เราก็จะไม่มีนโยบายใดๆเลยที่ง่ายต่อการตัดสินใจ ถึงแม้ว่าเราจะสามารถ flatten the curve เรียบร้อยไปแล้ว เพราะไม่ว่าเราจะออกนโยบายอะไรออกมา เราก็จะต้องเสี่ยงกับการสูญเสียด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่ปล่อยให้ทุกๆคนออกมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม (เสี่ยงต่อการเกิดคลื่นลูกที่สองของการระบาด) หรือการยืดการ lockdown ต่อไปเรื่อยๆ (เสี่ยงต่อความพังพินาศของเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของคนในระยะยาว)

4. ผมและแอนดรูว์ก็เลยให้ข้อเสนอ ที่เป็นข้อเสนอของ exit strategy หรือกลยุทธ์ทางออกจากการนโยบาย lockdown ที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตและความเสี่ยงต่อการมี extraordinary recession ที่น้อยที่สุดดังต่อไปนี้ “เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถ flatten the curve เรียบร้อยแล้วนั้น เราควรจะปล่อยประชาชนที่มีอายุ 20-30 ปีที่ไม่ได้พักอาศัยอยู่กับพ่อแม่จากการกักตัวก่อนคนอื่น” หลังจากนั้น หลังจากที่เรามี antibody test เรียบร้อยแล้ว เราค่อยปล่อยคนที่มีภูมิคุ้มกันออกมาเป็นระลอกๆไป

5. ทั้งนี้ก็เพราะว่า อัตราการเสียชีวิตของคนที่ยังมีอายุน้อย — ประมาณ 20-30 ปี — นั้นต่ำมากๆเมื่อเทียบกันกับคนที่มีอายุสูง (อัตราการเสียชีวิตจากโควิดสำหรับคนที่มีอายุ 20-30 ปี = 3 คนจากคนติดเชื้อ 10,000 คน ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำมากเมื่อเทียบกันกับคนอายุ 60 ปี = 220 คนจากคนติดเชื้อ 10,000 คน) พูดง่ายๆก็คือโอกาสที่คนที่มีอายุน้อยจะเสียชีวิตจากการติดเชื้อโควิดนั้นมีอยู่น้อยมาก

6. ทางด้านเศรษฐกิจ กลุ่มคนที่มีอายุ 20-30 ปีเป็นกลุ่มที่สูญเสียมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ คนที่มีอายุน้อยเหล่านี้ส่วนใหญ่ต้องตกงาน ส่วนใหญ่ไม่มีเงินออม ส่วนใหญ่ต้องเช่าบ้านคนอื่นเขาอยู่ ส่วนใหญ่บ้านไม่ได้รวย และถ้าพวกเขาไม่มีงานทำต่อไปเรื่อยๆ โอกาสที่พวกเขาจะต้องเผชิญกับความยากจนก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ

7. เราทั้งสองคำนวณออกมาว่า ในสหราชอาณาจักรมีคนที่มีอายุ 20-30 ปีที่ไม่ได้พักอยู่กับพ่อแม่อยู่ประมาณ 4.2 ล้านคน และกว่าสองล้านกว่าคนที่ทำงานอยู่ในภาคเอกชน ซึ่งถ้าพวกเขาสามารถกลับไปทำงานได้ หรือสามารถก่อตั้งกิจการให้กับตัวเองได้ สามารถจ่ายภาษีได้ เราสามารถอัดฉีดเงินให้กับเศรษฐกิจได้ถึง 13 พันล้านปอนด์ด้วยกัน

8. ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีอายุมากกว่า 30 ปียังสามารถช่วยผลักดันเศรษฐกิจได้จากที่บ้านจากการควบคุม ดูแล ให้คำแนะนำคนที่มีอายุน้อยกว่าที่ออกไปทำงานได้จากที่บ้านตัวเองผ่าน Skype ผ่าน Zoom

9. แล้วเราจะดูแลและบังคับให้คนทำตามนโยบายนี้ยังไง เราทั้งสองคิดว่าทางรัฐก็ยังต้องออกกฎหมายออกมาบังคับให้คนที่มีอายุ 20-30 ปีไม่ไปสุงสิงหรือพบเจอกับคนที่มีอายุมากกว่า และตำรวจสามารถจับและปรับคนที่ฝ่าฝืนกฎหมายนี้ได้

10. และเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วที่นโยบายนี้จะส่งผลทำให้คนที่มีอายุมากกว่า 30 ปีเกิดความอิจฉาริษยาได้ ซึ่งมันก็เป็นหน้าที่ของทางภาครัฐที่จะต้องออกมาอธิบายถึงเหตุผลของนโยบายนี้ให้กลุ่มคนส่วนใหญ่ฟัง และให้ความหวังกับคนที่ยังไม่ถูกปล่อยจากการกักตัว

11. ผมและแอนดรูว์พึ่งทราบเมื่อคืนนี้ว่ารัฐบาลอังกฤษได้นำข้อเสนอของเราทั้งสองไปปรึกษาหารือในการประชุม Cobra ของพวกเขา เพื่อที่จะหา exit strategy ที่ดีที่สุดให้กับประเทศ มันจึงเป็นครั้งแรกที่สิ่งที่ผมมีส่วนร่วมในการคิด ในการเขียน อาจจะถูกรัฐบาลนำไปใช้ใน scale ที่ใหญ่ระดับประเทศจริงๆ

12. และไม่ใช่แค่สหราชอาณาจักรเท่านั้นที่ให้ความสำคัญและความสนใจในสิ่งที่เราเสนอไป สื่อต่างๆทั่วโลก ทั้ง CNN BBC Financial Times และ Telegraphs ก็ยังได้นำข้อเสนอของเราไปเขียนต่อให้คนทั่วไปได้รับรู้เช่นเดียวกัน

โดยส่วนตัวแล้ว ตัวผม ซึ่งก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็อยากจะให้ทางรัฐบาลไทยนำสิ่งที่เราเสนอไปพิจารณาด้วยในตอนที่เราจำเป็นที่จะต้องเริ่มคิดในเรื่องของ exit strategy ซึ่งก็อาจจะต้องนำไอเดียของเราไปปรับในบางสิ่งบางอย่างเพื่อที่จะสามารถใช้เข้ากับคนไทยได้นะครับ
*********************

https://www.powdthavee.co.uk/

 

 

สรุปจาก Nature journal 
ติดตาม viral dynamics จากผู้ป่วย COVID-19 ที่อาการไม่รุนแรงที่ admit จำนวน 9 ราย

1. เมื่อติดเชื้อ เชื้อจะเข้าเพิ่มจำนวนอย่างมากโดยเฉพาะบริเวณคอหอย (pharynx) มากที่สุดในช่วง wk แรก
มีปริมาณเชื้อสูงสุดใน day 4
(ป้ายคอ 1 ครั้ง จะมีเชื้อราว 700 ล้าน copy)

2. พบ RNA ของเชื้อ
ที่คอหอย, ปอด และอุจจาระ
เฉพาะคอหอยและปอดที่พบตัวเชื้อ (viral particles) ซึ่งติดต่อได้ (infectious virus)
ส่วนอุจจาระไม่พบตัวเชื้อ แม้ว่าจะมีปริมาณ RNA สูงมาก

3. ผู้ป่วย 4 ใน 9 ราย รับรสและกลิ่นลดลงจริง ๆ

4. ไม่เจอเชื้อในเลือดและปัสสาวะ
ดังนั้นแพทย์พยาบาล และคนทำแลปกับเลือดและปัสสาวะสบายใจได้

5. คข.หายสนิทแต่ยังปล่อย RNA ออกมาได้อยู่
อาจนานถึง wk ที่ 2-3

6. การหา Ab 7 d แรก + แค่ 50% คข.
14 d + 100%
และ Ab เป็น neutralizing antibody (ดี)
ถึง Ab จะขึ้นแล้ว ปริมาณเชื้อก็ยังไม่ลงทันทีโดย 6 ใน 9 ราย ยังคงตรวจพบ viral RNA ใน wk ที่ 2 และ 3 และค่อยลดลงช้า ๆ

7. COVID-19 vaccine จะได้ผลดีต้องกระตุ้นให้ร่างกายสร้าง Ab ได้เร็ว ๆ และปรมาณมาก ๆ ถึงจะป้องกันการติดเชื้อได้

www.nature.com/articles/s41586-020-2196-x

ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เป็นสถานการณ์ปัญหาในปัจจุบัน  

 

Visitors: 286,193
<